panisara
posted on 16 Mar 2009 18:43 by panisara1989
ระบบการคลังรัฐบาล มีขอบข่ายกว้างขวางสัมพันธ์กับหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงาน ทุกระดับ และมีผลโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศถ้าการทำงานของระบบการคลังของรัฐบาลไม่สัมพันธ์กัน ย่อมส่งผลให้การทำงานของหน่วยงานต่างๆของรัฐขัดข้องกันไปด้วย
http://computer.pcru.ac.th/emoodledata/28/ch1/1.doc
นโยบายการเงินการคลัง· นโยบายการเงิน หมายถึง การเปลี่ยนแปลงการดูแลปริมาณเงินและสินเชื่อโดยธนาคารกลางเพื่อบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ· ประเภทของนโยบายการเงิน แบ่งตามผลกระทบต่อรายได้ประชาชาติ· นโยบายการเงินแบบขยายตัว (Expansionary Monetary Policy) ได้แก่ นโยบายการเงินที่ส่งผลให้รายได้ประชาชาติดุลยภาพสูงขึ้น ได้แก่ การ…..……. ปริมาณเงินนโยบายการเงินแบบหดตัว (Tight Monetary Policy) นโยบายการเงินที่ส่งผลให้รายได้ประชาชาติดุลยภาพสูงขึ้น ได้แก่ การ…..……. ปริมาณเงิน· เครื่องมือนโยบายการเงิน - เครื่องมือนโยบายการเงินด้านปริมาณ (Quantitative Control)
- อัตราธนาคาร (Bank Rate) - อัตรารับช่วงซื้อ(Discount Rate)
- อัตราเงินสดสำรองตามกฎหมาย (Legal Reserve Requirement)
- การซื้อหรือขายหลักทรัพย์ในตลาด (Open Market Operations)
http://econ.tu.ac.th/class/archan/SICHA/ch8_handout.doc
นโยบายการคลัง คืออะไร
นโยบายการคลัง (Fiscal policy) คือ นโยบายในการหารายไดและการใชจายของรัฐบาล รัฐบาลหารายได
โดยการเก็บภาษีประเภทตางๆ ทั้งจากผูผลิต ผูบริโภค และผูมีรายไดอาทิ
เช่น ภาษีเงนไดภาษีการคา ภาษีมูลคาเพิ่ม ภาษีศุลกากร เปนตน สวนการใชจายก็กระทําโดยจายจากเงิน งบประมาณ โดยผ่านทางสวนราชการกระทรวง ทบวง กรมตางๆhttp://www.ismed.or.th/SME2/src/upload/knowledge/118128972146690cf9b7c55.pdf รายรับของรัฐ ในระยะต้นของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 รายได้จากภาษีอากรจะอยู่ในภาวะตึงตัวมาก เนื่องจากถูกกระทบกระเทือนจากภาวะเศรษฐกิจรัดตัวด้านหนึ่ง กับทั้งรัฐยังมีนโยบายที่จะผ่อนคลายภาระภาษีอากรที่เก็บจากสินค้าส่งออก เพื่อส่งเสริมการส่งสินค้าออกอีกด้านหนึ่งด้วย ด้วยเหตุดังกล่าวในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 รัฐมีความจำเป็นจะปรับปรุง
โครงสร้างของระบบภาษีอากร โดยมีแนวทางที่จะหารายได้เพิ่มเติม ทั้งนี้ เพื่อชดเชยกับรายได้ที่ต้องเสียไปจากการลดภาระภาษีสินค้าขาออก และจากการเปลี่ยนโครงสร้างสินค้าเข้า และเพื่อให้รัฐมีรายได้ในระดับที่เหมาะสมในการปรับปรุงโครงสร้างดังกล่าว รัฐจะยึดถือแนวทางที่จะก่อให้เกิดความยุติธรรมในสังคมเพิ่มขึ้นประการหนึ่ง และช่วยแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงินได้อีกประการหนึ่งนอกจากการปรับปรุงโครงสร้างของภาษีอากรแล้ว รัฐจะระดมกำลังทรัพยากรภายในส่วนของรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากรัฐวิสาหกิจต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ระบบเศรษฐกิจส่วนรวม
http://www.nesdb.go.th/Portals/0/news/plan/p3/M4.docการจัดสรรรายจ่ายของรัฐ ในขณะที่สถานการณ์รายรับของรัฐอยู่ในภาะตึงตัวขึ้นกว่าในระยะก่อนเป็นอันมาก แต่ความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มรายจ่ายของรัฐก็มีมากขึ้นด้วย รายจ่ายนี้ต้องเพิ่มขึ้น เพื่อใช้ทั้งในด้านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การพัฒนาด้านสังคม และการป้องกันประเทศ สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้รัฐบาลจำต้องจัดสรรรายจ่ายให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด จึงเป็นการสมควรกำหนดลำดับความสำคัญในการจัดสรรรายจ่ายไว้ตามลำดับ ดังต่อไปนี้ก. การเร่งรัดการผลิต การส่งเสริมสินค้าและบริการออกไปจำหน่าย
ต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการพัฒนาการเกษตรและอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกข. การพัฒนาการศึกษา กำลังคน และการพัฒนาวิทยาการและเทคโนโลยีค. การปรับปรุงสิ่งก่อสร้างที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์เต็มที่ รวมทั้งการ
ก่อสร้างที่ยังค้างอยู่ให้เสร็จง. การพัฒนาส่วนภูมิภาค และการแก้ไขปัญหาในเขตตัวเมือง โดยพัฒนาเขตนครหลวงและย่านชุมชนต่างๆจ. การลงทุนเพื่อสนับสนุนการเตรียมพร้อมแห่งชาติรายจ่ายงบพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามแนวดำเนินการดังกล่าวข้างต้น รายจ่ายงบพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 ยึดถือความสามารถในการจัดหารายรับเป็นหลัก กล่าวคือ การใช้จ่ายส่วนของรัฐจะไม่ทำให้ปริมาณเงินตราขยายตัวเกินขอบเขต มิฉะนั้นแล้วจะทำให้เกิดภาวะความกดดันในด้านเงินเฟ้ออันเป็นการซ้ำเติมให้ปัญหาการขาดดุลการชำระเงินรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเหตุนี้การกู้ยืมเงินภายในประเทศจึงจำกัดอยู่ในขอบเขตที่จะไม่ทำให้ปริมาณเงินขยายตัวเกินกว่าอัตราร้อยละ 10 ต่อปี
ตามหลักการดังกล่าวข้างต้น งบพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะของแผนพัฒนาฯ
ฉบับที่ 3 จะขยายตัวในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 4.5 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป ก็จะได้มีการปรับปรุงงบพัฒนาเศรษฐกิจให้เหมาะสมยิ่งขึ้นต่อไป รายจ่ายเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 มีจำนวนประมาณ 100,275 ล้านบาท ในจำนวนนี้ อาจแยกได้เป็นงบพัฒนาที่จ่ายจากงบประมาณแผ่นดินประมาณ 65,845 ล้านบาท งบพัฒนาจ่ายจากรายได้ของรัฐวิสาหกิจและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นประมาณ 13,845 ล้านบาท และจ่ายจากเงินช่วยเหลือและเงินกู้ต่างประเทศประมาณ 16,930 ล้านบาท
http://www.nesdb.go.th/Portals/0/news/plan/p3/M4.doc
ระบบงบประมาณแบบนี้บางทีเรียกว่า งบประมาณแบบแสดงแผนงาน ( Program Budgeting ) เริ่มใช้ครั้งแรกในประเทศสหรับอเมริกาในปี ค.ศ.1964 มีจุดเริ่มต้นการพัฒนาจากบริษัท ( General Motors ในปี 1924 ) PPB หรือ PPBS มีลักษณะสำคัญคือ · PPBS นำเอาการวางแผนระยะยาว ( 3 - 5 ปี ) มาใช้ในการกำหนดวงเงินงบประมาณ การ-วางแผนจะเชื่อมโยงกับนโยบาย เป้าหมายของรัฐบาล และเห็นภาพการดำเนินงานที่ต่อเนื่องไปในอนาคต · จัดทำแผนงานแยกตามนโยบายของรัฐบาลในแต่ละด้าน เช่น นโยบายด้านเศรษฐกิจ การศึกษา ฯลฯ · จำแนกแผนงานเป็นแผนงานหลัก แผนงานรอง โครงการหลัก โครงการรอง และกิจกรรม และจำแนกงบประมาณตามแผนงาน / โครงการ · จะต้องกำหนดและวิเคราะห์วัตถุประสงค์ของโครงการ ผลลัพธ์ และผลกระทบที่เกิดขึ้นของ
โครงการ · วิเคราะห์ทางเลือกต่าง ๆ เพื่อเลือกวิถีทางที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดในการบรรลุ
วัตถุประสงค์ของโครงการ · พิจารณาค่าใช้จ่ายทั้งหมดของโครงการ · PPBS จะเน้นการวิเคราะห์ ซึ่งมีเทคนิคการวิเคราะห์ต่าง ๆ ที่นำมาใช้ ได้แก่ System analysis, Zero base budget analysis, Quantitative analysis, Qualitative analysis, Marginal analysis และ Cost effectiveness หรือ Cost - benefit analysis · การเสนอของบประมาณต้องจัดทำเอกสาร 3 ชุด คือ 1. Program Memorandum ( PM ) เป็นเอกสารที่แสดงให้เห็นโครงสร้างของสายงาน ความสัมพันธ์ของแผนงาน โครงการ วัตถุประสงค์ ผลงาน และผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการ 2. Program Financial Plan ( PFP ) เป็นแผนการใช้จ่ายของโครงการที่ต้องการเงิน-
งบประมาณในระยะยาว เพื่อเป็นหลักประกันว่าโครงการจะดำเนินต่อไปได้ในปี
ต่อ ๆ ไป 3. Special Study ( SS ) เป็นเอกสารที่แสดงให้เห็นถึงการวิเคราะห์โครงการและ
ทางเลือกโครงการต่าง ๆ